วันอาทิตย์ที่ 18 มกราคม พ.ศ. 2558

ทางแยกของการกำหนดกลยุทธ์สู่ความสำเร็จ





          นักการตลาดคงเคยได้ยินโมเดล  Generic  Strategies ของ Michel E.Porter โดยต้องยอมรับว่าการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค และความผันผวนของสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจหลายทำให้ครั้งก็ทำให้ธุรกิจของเราผันผวนได้โมเดลทางเลือกกลยุทธ์ของ Porter นั้นโดยพื้นฐานจะประกอบไปด้วย


          1. กลยุทธ์ด้านการเป็นผู้นำด้านต้นทุน (Cost-Leadership Strategy) ซึ่งจะกำหนดและควบคุมต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน เพื่อนำเสนอสินค้าที่มีความคุ้มค่ากว่าให้ตลาด โดยส่วนใหญ่จะสามารถทำกำไรได้ และมักเป็นตลาดผู้บริโถคขนาดใหญ่


          2. กลยุทธ์การสร้างความแตกต่างในสินค้า และบริการ (Differentiation Strategy) มีจุดเด่นอยู่ที่การนำเสนอแบบที่ไม่เหมือนใคร (Unique Offering) โดยที่คุณค่าของสินค้า และบริการนั้นยังตอบโจทย์ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายได้เป็นอย่างดี ซึ่งกลยุทธ์นี้เป็นที่สนใจของนักการตลาดในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก


3. กลยุทธ์การมุ่งจุดสนใจ (Focus Strategy) เป็นการจับตลาดเฉพาะตลาด Niche Market เหมาะกับตลาดขนาดเล็กๆ ซึ่งลักษณะพิเศษของกลยุทธ์นี้ คือ จะไม่สามารถใช้กลยุทธ์นี้เดี่ยวๆได้ แต่ต้องผสมผสานทางเลือกของ Cost Leadership และ Differentiation เป็นที่มาของกลยุทธ์ทางเลือกที่ว่า Cost Focus และ Differentiation Focus ซึ่งแยกย่อยให้เหมาะกับแต่ละสถานการณ์ของแบรนด์



4. กลยุทธ์ Cost Focus เป็นการตัดทอนต้นทุนการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นออก เพื่อสร้างความได้เปรียบของการแข่งขันอาจต้องเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องเหล่านี้

  • พยายามลงทุนในเทคโนโลยีที่จะช่วยให้ต้นทุนของธุรกิจ  ต่ำลงได้

  • สร้างระบบโลจิสติกส์ อันเปี่ยมไปด้วยประสิทธิภาพ
  • หาฐานการการผลิตที่ใช้ต้นทุนต่ำ ทั้งทางด้าน แรงงาน วัตถุดิบ และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงหนทางที่จะสร้างความยั่งยืน ผ่านการลดต้นทุนให้ต่ำกว่าคู่แข่งขัน แต่อย่าลดคุณภาพลงจนลูกค้าตระหนักได้ทัน
 
ทางด้านกลยุทธ์สร้างความแตกต่างในสินค้า และบริการ (Differentiation Strategies) มีข้อคิดที่นักการตลาดต้องพึงระลึกไว้ว่า
  • แบรนด์จำเป็นต้องมีการวิจัยค้นคว้า เพื่อให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์รวมถึงการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมออกสู่ตลาด
  • วามสามารถด้านการส่งมอบสินค้าออกสู่ตลาดที่มีคุณภาพเหนือกว่าคู่แข่งขัน

  • ความแตกต่างต้องแปรเปลี่ยนออกมาเป็นยอดขายได้ โดยต้องอาศัยความเข้าใจของตลาดต่อคุณค่าที่แตกต่าง
สำหรับการสร้างกลยุทธ์มุ่งจุดสนใจ (Niche Market) จำเป็นอย่างยิ่งที่แยกแยะให้ออกว่าต้องการเป็นผู้นำในตลาดไหน ไม่ว่าด้านต้นทุน หรือความแตกต่าง ทว่าแบรนด์ต้องเข้าใจความต้องการเฉพาะของ Target Market นั้นเป็นอย่างดีและลึกซึ้งกว่าคู่แข่งขันอื่นๆ ในตลาด การดำเนินกลยุทธ์สำหรับตลาด Niche นั้น จำเป้นอย่างยิ่งที่นักการตลาดจะต้องหา Sweet Spots หรือจุดที่เป็นความต้องการเฉพาะของตลาดๆนั้น ให้เจอ

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

7 สิ่งย้ำเตือน ก่อนหา Software


การซื้อ Software ที่พิถีพิถัน ก็ไม่ต่างจากการซื้อของสักชิ้น เพราะเนื่องจากต้องอยู่กันนาน (หลายปีเลยแหละ) จนกว่าจะมีเทคโนโลยีใหม่ ที่ทำให้สะดวกกว่า ประหยัดเวลากว่า หรืออะไรทั้งหลายอีกมากมาย ดังนั้นไม่ควรตัดใจแค่คนเดียว หรือใช้ระยะเวลาสั้นๆ ควรทำการสอบถามให้เข้าใจ พูดให้ตรงประเด็นของงานเรา  แล้วเราก็จะได้เจอกับ Software ที่สามารถช่วยงานท่านได้จริง

Budget
ส่วนนี้มีความสำคัญมาก เพราะไม่มีอะไรในโลกนี้ที่ทำแล้วจะ‘เป๊ะ’ ดังที่คาดหวังไว้ โดยเฉพาะการพัฒนา software ที่จะต้องเพิ่ม option ให้เหมาะสมกับ process การผลิตขององค์กรท่าน คิดให้หนัก คุยให้เคลียร์ มิฉะนั้นน้ำตาจะตกในได้


Human
ข้อนี้เป็นปัญหาร้ายกาจและรุนแรงสำหรับหลายองค์กร เพราะมีขาใหญ่ไม่เอา ไม่รับรู้ ไม่อยากทำ สารพัด ‘ไม่’ เพื่อที่จะไม่เปลี่ยนแปลง เพราะชอบของเดิม ไม่งง รู้อยู่แล้ว ชิน ไม่อยากเรียนรู้ใหม่ ตกยุค ใช้คอมพิวเตอร์ไม่เป็น กลัวเพื่อนว่า…. กลัวเสียหน้า เพราะเรียนเท่าไรก็ไม่เข้าใจสักที ข้อนี้ประมาทไม่ได้เด็ดขาด เพราะจอดกันมาเยอะแล้ว บางคนโดนบังคับมากขู่จะลาออกซะอีก …เป็นงั้นไป  พอหลายๆ คนต่อต้าน เรือที่กำลังจะออกเดินทางก็กลับจอดอยู่กับที่ แล้วสุดท้ายก็ต้องกลับมาใช้วิธีเดิม 


Software
ข้อนี้แนะนำว่าก่อนตัดสินใจลงเงินไม่ว่าจะเป็นหลักแสนหรือหลักล้านก็ตาม อย่าลืมคิดถึง วิธีการเลือกซื้อ software หรือโปรแกรมสำเร็จรูป ลองหันไปเดินสำรวจงาน software ดูบ้าง มีการจัดงานทุกปี ลองคุยกับหลายๆราย ถ้าดีจริงเค้าสามารถอธิบายได้แบบหมดเปลือกแน่นอน ส่วนในองค์กรเองก็ควรจะมีผู้รู้จริงในเรื่อง process ที่จะสามารถประสานความเข้าใจกับ programmer ให้เข้าใจถึงแก่นแท้ของกระบวนการผลิตที่เราอยากได้จริงๆ แต่หากไม่มีผู้เชี่ยวชาญ แนะนำให้หา consult ที่เก่งในเรื่องการประสานงานกับ programmer รวมถึงมีความเข้าใจระบบการผลิต
Data
ข้อนี้เป็นหัวใจอีกดวงที่หากขาดไประบบเป็นอันล่มแน่นอน ถึงแม้จะเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมเงินพร้อม แต่ไม่มีฐานข้อมูลที่จะใช้เริ่มต้นในการ implement ระบบก็จบกัน ถ้าโยงจากเรื่องของ software Consult จะเป็นผู้ที่ช่วยท่านได้มากในข้อนี้ เพราะจะรู้ว่าควรจะเตรียมฐานข้อมูลแบบไหน เมื่อเตรียมแล้วจะทวนกลับอย่างไร สัมพันธ์กับข้อมูลของคลังสินค้าหรือไม่
Hardware
การเลือกอุปกรณ์มีความเหมาะสมหรือไม่ เทคโนโลยีล้าสมัยเกินไปหรือเปล่า ผู้ใช้งานสะดวกหรือไม่ และที่สำคัญต้องระวังที่จะไม่ไปเพิ่ม cycle time ในการผลิต และประเด็นสุดท้ายคือ มีการสอบราคา หรือจัดซื้อจากผู้ขายที่เหมาะสมหรือไม่
อ่านแล้วจะเห็นได้ว่าไม่ควรจะละเลยปัญหายุ่งๆ เหล่านี้ ทางด้านของผู้ขาย software เองก็ต้องเข้าให้ถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ส่วนลูกค้าเองก็ต้องให้ข้อมูลที่ครบถ้วนในการประเมินก่อนการคัดเลือก software 


วันพุธที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ทำงานร่วมกับผู้อื่นแบบ Psycho...


ในการทำงานเราไม่สามารถทำงานเพียงลำพังคนเดียวได้ ต้องมีการประสานงานกับบุคคลอื่นๆ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน ในการพัฒนาทักษะ หรือความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นนั้น ก็มีแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ตามหลักของ P-S-Y-C-H-O ดังนี้


P = Positive Thinking….คิดแต่ทางบวก สร้างโลกสวยงาม
ทัศนคติ มุมมอง หรือความคิด เป็นสิ่งสำคัญ เพราะถ้าคุณมีทัศนคติ มุมมองความคิดที่ดีแล้วนั้นก็ย่อมส่งผลทำให้คุณมีพฤติกรรมที่ดีตามด้วยเช่น กัน แต่หากคุณมีทัศนคติในเชิงลบ คุณก็จะมีพฤติกรรมที่ไม่อยากให้ความร่วมมือใดๆ นินทาว่าร้าย ก้าวร้าว หรือพฤติกรรมอื่นๆ ซึ่งต่างๆเหล่านี้ก็จะส่งผลทำให้คุณไม่มีความสุขกับการทำงาน ดังนั้นเพื่อให้เราสามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข คุณก็ต้องปรับทัศนคติมุมมองความคิดของตัวคุณเองให้กว้าง มองโลกในทางบวกไว้เสมอ
S = Smile…ยิ้มแย้มแจ่มใส สร้างความประทับใจ
การมอบ รอยยิ้ม เป็นการสร้างความคุ้นเคย และความประทับให้กับผู้อื่น และยังเป็นเสน่ห์ให้กับผู้อื่นอยากจะคบหาสมาคมด้วย ถ้าหากคุณเอาแต่หน้าบึ้งตึง ทำสีหน้าท้อแท้เบื่อหน่าย ก็ไม่มีใครที่อยากจะคบหาสมาคม หรืออยากร่วมทำงานด้วยกับคุณ การทำงานด้วยรอยยิ้มจะส่งผลให้คุณทำงานอย่างมีความสุข และทำให้คุณพร้อมที่จะรับมือกับปัญหาต่างๆ วางแผนการทำงาน หรือตัดสินปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้
Y = Yours…จริงใจให้กัน ช่วยเหลือการงาน
คุณ ควรมีความจริงใจที่จะให้ความช่วยเหลือ และช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในการทำงานแก่เพื่อนร่วมงานของคุณ ความจริงใจจะส่งผลให้คุณเป็นผู้รับฟัง และเป็นผู้ให้ที่ดี ซึ่งคุณไม่จำเป็นที่จะต้องรอให้บุคคลอื่นมาร้องขอให้คุณช่วยแต่คุณสามารถที่ จะอาสาช่วยเหลือในการทำงานหรือจัดการปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้ และความจริงใจที่คุณแสดงออกมานั้นย่อมสร้างความประทับใจ และทัศนคติที่ดีจากบุคคลรอบข้างตัวคุณเองได้ด้วยเช่นกัน
C = Compromise ….. สมานสามัคคี ด้วยการประนีประนอม
ความ สามัคคีเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้การทำงานร่วมกันเป็นไปได้อย่างมี ประสิทธิภาพ เพราะงานที่มีประสิทธิภาพได้นั้นต้องอาศัยความร่วมมือกัน ความสามัคคี ความรักใคร่ปรองดองกัน ให้อภัยซึ่งกันและกัน มีความประนีประนอมต่อกัน ซึ่งถ้าทุกคนมีเช่นนี้ก็จะทำให้สามารถลดความตึงเครียด หรือความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างกันได้
H = Human Relations ……สัมพันธ์ที่ดี สร้างมิตรผูกพัน 
การ มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี ควรเริ่มต้นจากการทักทาย การแสดงความเป็นมิตรกับบุคคลอื่นๆ ทั้งที่รู้จัก หรืออาจไม่รู้จักมาก่อน อีกทั้งการแสดงความรู้สึกเป็นห่วงเป็นใย การแสดงไมตรีจิตกับผู้อื่น รวมไปถึงกิริยาท่าทางที่แสดงออก คำพูด วาจาเพื่อสร้างความคุ้นเคย และรักษาสัมพันธ์อันดีงามไว้ พฤติกรรมต่างๆ เหล่านี้จะทำให้คุณมีเพื่อน หรือกลุ่มเพื่อนที่กว้างขวาง ซึ่งก็เป็นผลดีในการทำงานร่วมกันอย่างราบรื่น และทำให้งานออกมามีประสิทธิภาพอีกด้วย อีกทั้งเพื่อน หรือกลุ่มเพื่อนก็พร้อมที่จะคอยให้ความช่วยเหลืออยู่เสมอ
O = Oral Communication….สื่อสารชัดเจน แก้ไขข้อขัดแย้ง 
การ สื่อสารไม่ว่าจะด้วยการสื่อสารประเภทใด ถือเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่จำเป็นและสำคัญสำหรับการทำงานร่วมกับผู้อื่น อีกทั้งข้อมูลที่สื่อสารออกไปนั้นก็ต้องเป็นข้อมูลที่ไม่สร้างความขัดแย้ง หรือความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น หรือหน่วยงานอื่น และต้องเป็นข้อมูลที่ถูกต้อง สื่อสารด้วยความชัดเจน เพราะข้อมูลและสิ่งที่เราจะสื่อสารออกไปนั้น อาจเป็นประโยชน์อย่างมากกับการทำงานของหน่วยงานอื่น อีกทั้ง หากการสื่อสารมีประสิทธิภาพก็สามารถลดปัญหา หรือข้อขัดแย้งในการทำงานลงได้

การ ทำงานร่วมกับผู้อื่นให้ประสบผลสำเร็จได้นั้น คุณควรเริ่มต้นจากการมองตัวคุณเองและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวคุณเองให้ เป็นคนที่มองโลกในแง่ดี การยิ้มแย้มแจ่มใสอยู่เสมอ มี ความจริงใจในการให้ความช่วยเหลือ การประนีประนอม การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่น รวมทั้งการให้ข้อมูลที่ชัดเจน …ซึ่งพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ย่อมจะทำให้คุณมีเสน่ห์ และสร้างความประทับที่ดีกับบุคคลอื่นที่คุณต้องทำงานร่วมด้วย…….

วันอาทิตย์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2557

Key Logger ภัยร้ายบนแป้นพิมพ์

Key Logger คืออาชญากรรมที่เกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ที่รุนแรงมากอย่างหนึ่ง เพราะผู้ไม่หวังดีจะบันทึกการกดแป้นพิมพ์บนคอมพิวเตอร์ของคุณ ขโมยข้อมูลทุกอย่างที่อยู่บนเครื่อง ตั้งแต่รหัสผ่านอีเมล รหัสถอนเงินผ่าน e-banking รหัสซื้อขายหุ้น และความลับทุกอย่างที่คุณพิมพ์บนเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งแฮกเกอร์พวกนี้จะนำข้อมูลของคุณไปเพื่อข่มขู่ แบล็กเมล นำรหัสบัตรเครดิตไปซื้อสินค้า รวมทั้งนำข้อมูลไปใช้ในทางมิชอบอื่นๆ

          ไม่เพียงแต่องค์กรใหญ่เท่านั้นที่จะเป็นเป้าหมายของการโจมตีด้วย Key Logger แม้แต่ตัวคุณเองก็มีสิทธิ์ถูกล้วงข้อมูลได้จากคนใกล้ตัว เพื่อนร่วมงาน เจ้านาย เจ้าของเครื่องคอมพิวเตอร์ที่คุณยืมมา หรือเจ้าของร้านอินเทอร์เน็ตที่คุณไปใช้บริการ เนื่องจาก Key Logger เป็นอุปกรณ์ขนาดเล็กที่ติดตั้งได้ทั้งด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ ฝังไว้ในแป้นพิมพ์ หรืออาจเป็นซอฟต์แวร์ที่ฝังอยู่ในวินโดวส์ และแพร่กระจายได้พร้อมกับไวรัส ผ่านทางธัมป์ไดรฟ์ ผ่านทางการแชท หรือผ่านทางอีเมลก็ได้
ป้องกัน Key Logger ด้วยตัวคุณเอง

ทุก องค์กรควรป้องกัน Key Logger โดยการให้ความรู้และการอบรมพนักงานผู้ใช้คอมพิวเตอร์ เพื่อให้เกิดความระแวดระวังและหมั่นตรวจสอบเครื่องของตน คอยเฝ้าดูด้านหลังเครื่องคอมพิวเตอร์ คอยเฝ้าดูความผิดปกติหรือสิ่งแปลกปลอมบนแป้นพิมพ์
เปลี่ยน มาใช้ Notebook PC แทน Desktop PC เพราะแป้นพิมพ์ของโน้ตบุ๊กติดตั้งอุปกรณ์ Key Logger ได้ยากกว่า อีกทั้งยังสามารถพกพาติดตัวไปได้ตลอดเวลา จึงลดโอกาสที่ผู้ไม่หวังดีจะแอบมาติดตั้ง Key Logger บนเครื่องของคุณได้
ควร เพิ่มมาตรการตรวจสอบรหัสผ่านเพิ่มขึ้นชั้นหนึ่ง แม้โดยปกติเรามีการตรวจสอบด้วย Username และ Password อยู่แล้ว แต่เพื่อความไม่ประมาทควรมีการตรวจสอบรหัสผ่านโดยใช้ Secure Token, Smart card หรืออุปกรณ์อื่นอีกชั้นหนึ่ง และความมีการเปลี่ยนรหัสผ่านเป็นประจำ เพื่อป้องกันคนร้ายที่ได้รหัสก่อนหน้านี้กลับเข้ามาขโมยข้อมูลได้อีก
ติด ตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัส สำหรับ Key Logger แบบซอฟต์แวร์ และป้องกัน Key Logger แบบฮาร์ดแวร์ด้วยการควบคุมการเข้าออกของพนักงาน เพื่อไม่ให้สามารถลักลอบติดตั้งอุปกรณ์ที่ตัวเครื่องได้
ควร เพิ่มเมนูแบบ Drop Down เพื่อทดแทนเมนูแบบที่ต้องพิมพ์ หรือใส่ข้อมูลด้วยการคลิกตัวอักษรบนหน้าจอแทนการพิมพ์ ซึ่ง Key Logger จะไม่สามารถดักจับข้อมูลได้
หรือ หากจะป้องกันในระดับ advance ก็สามารถหาซอฟต์แวร์ที่ช่วยตรวจจับ Key Logger มาใช้ ซึ่งสามารถช่วยปิดการติดต่อระหว่าง Key Logger กับคอมพิวเตอร์ และยังช่วยแจ้งเตือนไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องให้โดยอันโนมัติด้วย

          แม้ฝ่ายไอทีขององค์กรจะมีหน้าที่คอยดูแลและแก้ปัญหาคอมพิวเตอร์ให้แก่ผู้ใช้ คอมพิวเตอร์ แต่ในความเป็นจริงอาจไม่สามารถดูแลได้อย่างทั่วถึง วิธีที่ดีที่สุดคือ ให้ความรู้พนักงานได้เข้าใจถึงอันตรายและการป้องกันการโจมตีเหล่านี้ เพื่อให้พนักงานสามารถดูแลตรวจสอบเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองได้ ผู้ไม่หวังดีก็จะเข้ามาขโมยข้อมูลได้ยากลำบากมากขึ้น

ที่มา  http://th.jobsdb.com/


จะเสียภาษีต้องมีเงินเดือนเท่าไร?

ภาษี หลายคนยังดูเป็นเรื่องยากและซับซ้อน บางคนยังไม่ทราบว่าเงินเดือนเท่าไรถึงจะต้องเสียภาษีด้วยซ้ำ งั้นเรามาหาคำตอบจากบทความนี้กัน
 

คน ธรรมดาอย่างเรา เค้าเสียภาษีกันยังไง เราคนธรรมดาไม่ได้ทำการค้าอะไร ไม่ได้ตั้งเป็นบริษัท แต่เป็นคนทำงานในบริษัทหรือหน่วยงานของรัฐ มีเงินเดือนที่นายจ้างจ่ายให้ทุกเดือนจะต้องเสียภาษี นายจ้างที่จ่ายเงินให้เราหน้าที่ของนายจ้างเมื่อมีการจ่ายเงินได้ เขาต้องหักเงินส่วนหนึ่งออกจากรายได้ของเราเป็นภาษี จ่ายให้เมื่อใดก็ให้หักไว้เมื่อนั้น แล้วมีหน้าที่นำภาษีที่หักไว้ส่งให้กรมสรรพากร
กฎหมาย กำหนดวิธีการคำนวณที่แตกต่างกันตามประเภทเงินที่เราได้รับเช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า คิดอย่างหนึ่ง เงินได้อื่นๆ คิดอีกแบบหนึ่งอัตราการหักภาษีก็ไม่เหมือนกัน เงินที่หักออกจากรายได้ของเรานี้ เราเรียกว่า “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย”

ความ หมาย “ภาษีหัก ณ ที่จ่าย” นายจ้างจ่ายเงินให้เราเมื่อไหร่ ก็หักเมื่อนั้น เป็นการหักภาษีในขณะที่จ่ายเงินให้เรา แต่หักภาษีตามอัตราที่กำหนด ไม่ได้หักหมด มันเป็นวิธีการเสียภาษีเงินได้วิธีหนึ่งที่กฎหมายกำหนด มีวิธีคิดตามประเภทเงินที่เราได้รับ เช่น เงินเดือน ค่าจ้าง ค่านายหน้า คิดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าเราได้รับเงินอื่นๆ เช่น ได้จากการที่เรารับจ้าง ได้รับดอกเบี้ยจากธนาคารเขาจะคิดอีกแบบหนึ่ง อัตราการหักภาษีไม่เหมือนกัน

นาย หน้าจะต้องหักเงินภาษีไว้ทันทีที่มีการจ่ายเงินให้เรา แล้วยังต้องออกหนังสือรับรองไว้เป็นหลักฐานว่าได้หักเงินภาษีของเราไว้ เพื่อให้เรานำไปยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ที่ต้องยื่นชำระภาษี เงินได้ ตอนสิ้นปีเป็นหลักฐานว่าเราได้ถูกหักภาษีไว้แล้ว ซึ่งเป็นหน้าที่ของคนทุกคนที่มีรายได้ก็ต้องเสียภาษี เว้นแต่มีรายได้บางอย่างที่กฎหมายยกเว้นให้ก็ไม่ต้องถูกหักภาษีไว้ในขณะที่ มีการจ่าย

ผู้ มีเงินได้ต้องใช้แบบ ภงด.91 ในการยื่นภาษี โดยเกณฑ์เงินได้พึงประเมินที่เข้าเกณฑ์ต้องเสียภาษี คือต้องมีรายได้เฉลี่ยเดือนละ 20,000 บาท หรือ 240,000 บาทต่อปี เพราะเมื่อหักค่าใช้จ่าย 60,000 บาท และหักลดหย่อนส่วนตัว 30,000 บาทแล้ว จะเหลือเงินได้ที่ต้องเสียภาษี 150,000 บาท ซึ่งอยู่ในช่วงที่ไม่ต้องเสียภาษี แต่ หากใครมีส่วนลดหย่อน เช่นดอกเบี้ยเงินกู้ซื้อบ้าน ประกันชีวิต ฯลฯ ก็จะทำให้ฐานเงินเดือนเฉลี่ยต่อเดือนที่ไม่ต้องเสียภาษีเพิ่มขึ้น เช่น นำดอกเบี้ยกู้ซื้อบ้าน 50,000 มาเป็นค่าลดหย่อน จะทำให้ต้องมีเงินเดือนสูงกว่า 21,700 บาท ถึงจะเสียภาษีเป็นต้น

ฐานภาษีที่ใช้ในการคำนวณภาษี

โปรแกรมบัญชี MAC-5
รายได้ต่ำกว่า 150,000 บาท    ไม่ต้องเสียภาษี
รายได้สุทธิในช่วง 150,001 – 300,000 บาท เสียภาษี 5%
รายได้สุทธิในช่วง   300,001 – 500,000 บาท เสียภาษี 10%
รายได้สุทธิในช่วง 500,001 – 750,000 บาท เสียภาษี 15%
รายได้สุทธิในช่วง 750,001 – 1,000,000 บาท เสียภาษี 20%
รายได้สุทธิในช่วง 1,000,001 – 2,000,000 บาท เสียภาษี 25%
รายได้สุทธิในช่วง 2,000,001 – 4,000,000 บาท เสียภาษี 30%
รายได้สุทธิในช่วง 4,000,001 – 20,000,000 บาท เสียภาษี 35%
รายได้มากกว่า      20,000,001 บาทขึ้นไป เสียภาษี 37%

เขียนโดย; มนัสภร ประเสริฐ (ปอ)
อ้างอิงและเรียบเรียงข้อมูลจาก; http://www.google.co.th

วันศุกร์ที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

สร้างสรรค์แบรนด์ให้อยู่ใน DNA

การ ชิงไหวชิงพริบในสมรภูมิการแข่งขันทางการตลาดทุกวันนี้ ไม่ได้ขีดวงจำกัดอยู่แค่เรื่องของคุณภาพสินค้า หรือบริการเป็นหลักอีกต่อไปแล้ว แต่ยังขึ้นอยู่กับการสร้างสรรค์ รวมถึงการนำเรื่องของดีไซน์ เข้ามาช่วยสร้างความแตกต่างที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์ ซึ่งในท้ายที่สุด จะเข้ามาเป็นตัวช่วยในเรื่องของการสร้างแต้มต่อในการแข่งขันเหนือคู่แข่งขัน รายอื่น 

เรียกได้ว่า เป็นการนำเรื่องของ Emotional เข้ามาเป็นตัว Approach ที่สามารถเข้าถึงความต้องการทางด้านอารมณ์ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการทำการตลาด

การที่จะเป็นเรื่องดังกล่าวนี้ได้ น่าจะอยู่ที่การสร้าง DNA ของคนในองค์กรให้มีในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ ที่สามารถต่อยอด หรือนำมาใช้ได้ทันที จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ทุกวันนี้ องค์กรใหญ่ๆในบ้านเราต่างก็มีการเพาะบ่ม หรือสร้างคนที่มีในเรื่องของ Creastive Mind อย่างในกรณีของ SCG เป็นต้น
ว่า กันว่า การสร้างหรือเพาะบ่มในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ขึ้นมานั้นหลายๆบริษัทชั้น นำของโลกมีการจัดตั้ง “ตลาดไอเดีย” ขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้เกิดการระดมสมองของผู้ร่วมงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาสินค้ามีครีเทีฟ ดีไซน์ เพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ๆให้กับตลาด ขณะ ดัยวกัน กรออกแบบหรือดีไซน์ต้องถือเป็นหัวใจสำคัญในความสำเร็จเช่นเดียวกัน ซึ่งดีไซน์ไม่ใช่แค่เรื่องรูปลักษณ์ภายนอกเท่านั้น แต่สินค้าที่มีดีไซน์ฉียบจะต้องมีคุณสมบัติเด่นๆ อาทิ

ง่ายต่อการเปิดแพ็คเก็จ
ง่ายต่อการประกอบ
ง่ายต่อการเรียนรู้วิธีการใช้
ง่ายต่อการใช้งาน
ง่ายต่อการซ่อมแซม
ง่ายต่อการกำจัด

ที่สำคัญต้องตอบโจทย์ทางด้านอารมณ์ วันนี้ลองสำรวจตัวเองดูว่าเป็นนักการตลาดแบบสร้างสรรค์แล้วหรือยัง

เนื้อหาส่วนหนึ่งจาก นิตยสาร Brandage Essential
โดย ต้นสนคู่


วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ท่องเที่ยวทั่วไทย สบายใจได้ลดหย่อนภาษี


หลายๆ ท่านคงได้ยินเรื่อง การลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยว แล้ว อาจยังมีข้อสงสัยกันว่ามีรายละเอียดอย่างไรและมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่สามารถ นำมาหักลดหย่อนภาษีได้
สืบ เนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ. ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและจัดอบรมสัมมนาภายใน ประเทศ และช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยว 

โดยนักท่องเที่ยวที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ในปีภาษี 2557 และปี 2558 มีรายละเอียด ดังนี้

1. บุคคล ธรรมดาที่เป็นนักท่องเที่ยว ต้องซื้อทัวร์จากบริษัททัวร์ในประเทศ จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือจ่ายค่าห้องพักในโรงแรมที่เสียภาษีถูกต้อง สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศตามจำนวนที่จ่ายจริง สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน 

2. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  สามารถนำรายจ่ายที่เป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่จ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเพื่อการอบรมสัมมนา มาหักลดหย่อนภาษีได้ 100%

จากข้อสรุปนี้ หลายๆ ท่านคงเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวกันแล้ว หวังว่าการท่องเที่ยวในปี 2557 ถึง 
ปี 2558 นี้ คงได้เที่ยวกันอย่างสบายใจและสบายกระเป๋ากันทุกท่านนะคะ

ผู้เขียน; จันดี ทองพันชั่ง (ต้อม)
DPineSuite by Doublepine