วันจันทร์ที่ 3 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

ท่องเที่ยวทั่วไทย สบายใจได้ลดหย่อนภาษี


หลายๆ ท่านคงได้ยินเรื่อง การลดหย่อนภาษีการท่องเที่ยว แล้ว อาจยังมีข้อสงสัยกันว่ามีรายละเอียดอย่างไรและมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่สามารถ นำมาหักลดหย่อนภาษีได้
สืบ เนื่องจากเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2557 ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเห็นชอบร่าง พ.ร.ฎ. ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษีเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวและจัดอบรมสัมมนาภายใน ประเทศ และช่วยฟื้นฟูการท่องเที่ยว 

โดยนักท่องเที่ยวที่เป็นบุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล สามารถนำรายจ่ายมาหักลดหย่อนภาษีได้ในปีภาษี 2557 และปี 2558 มีรายละเอียด ดังนี้

1. บุคคล ธรรมดาที่เป็นนักท่องเที่ยว ต้องซื้อทัวร์จากบริษัททัวร์ในประเทศ จ่ายเป็นค่าบริการให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ หรือจ่ายค่าห้องพักในโรงแรมที่เสียภาษีถูกต้อง สำหรับการท่องเที่ยวภายในประเทศตามจำนวนที่จ่ายจริง สามารถนำรายจ่ายดังกล่าวมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาประจำปี ได้ไม่เกิน 15,000 บาทต่อคน 

2. บริษัท หรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล  สามารถนำรายจ่ายที่เป็นค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่นที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้แก่ลูกจ้าง หรือรายจ่ายที่จ่ายให้กับผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยวเพื่อการอบรมสัมมนา มาหักลดหย่อนภาษีได้ 100%

จากข้อสรุปนี้ หลายๆ ท่านคงเริ่มวางแผนการท่องเที่ยวกันแล้ว หวังว่าการท่องเที่ยวในปี 2557 ถึง 
ปี 2558 นี้ คงได้เที่ยวกันอย่างสบายใจและสบายกระเป๋ากันทุกท่านนะคะ

ผู้เขียน; จันดี ทองพันชั่ง (ต้อม)
DPineSuite by Doublepine

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2557

กลยุทธ์ ก้าวใหม่ Microsoft

ณ เวลานี้บางท่านอาจทราบการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ของยักษ์ใหญ่วงการซอฟต์แวร์ กันไปแล้ว แต่หลายท่านก็อาจจะสงสัยว่ามันคืออะไร แล้ว “กลยุทธ์” เกี่ยวอะไรกับ Microsoft
สืบ เนื่องจากเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2557 ที่ผ่านมา Microsoft ได้มีการประกาศเปิดตัวระบบปฎิบัติการ Windows เวอร์ชั่นใหม่ ที่ก่อนหน้านี้สื่อหลายสำนักต่างคาดการณ์ว่าจะใช้ชื่อ Windows 9 ถัดจาก Windows 7, 8 ตามลำดับ แต่ผิดคาด Microsoft ไม่สนใจการนับลำดับปกติดังกล่าว แต่กลับใช้ชื่อว่า Windows 10 
 
 
แต่ ที่ทำให้ผมสนใจหลังจากได้ทราบข้อมูลดังกล่าว ไม่ใช่ คุณสมบัติอะไรที่เพิ่มขึ้น หรือมีให้โหลดทดลองใช้งานวันไหน แต่กลับสงสัยว่า “ทำไม? เพราะอะไร? Microsoft จึงตัดสินใจใช้ชื่อเวอร์ชั่นใหม่เป็น Windows 10”...และแน่นอนครับสิ่งแรกหลังจากทราบข้อมูลจากสื่อ Internet เราควรยืนยันให้แน่ใจก่อนว่าข้อมูลที่ได้รับนั่นถูกต้อง ซึ่งสามารถยืนยันได้จาก http://preview.windows.com 
 
และ ข้อมูลที่พอจะใช้ประกอบ เพื่อยืนยันและตอบข้อสงสัยของผมก็มาจากคำประกอบภาพ One product family, One platform, One store และจากคลิปที่ชื่อว่า “A First Look at Windows 10” ใน YouTube ซึ่งเป็นคลิปงานประกาศเปิดตัว Windows 10 โดย Terry Myerson : Executive Vice president Operating Systems ของ Microsoft ได้กล่าวในช่วงหนึ่งว่า “One Microsoft Strategy” ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ Microsoft ประกาศใช้เมื่อต้นปีนี้ และเขายังกล่าวอีกว่า ด้วยกลยุทธ์ดังกล่าวก็น่าจะตั้งชื่อเวอร์ชั่นใหม่เป็น Windows One เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์ตัวอื่น เช่น Xbox One, OneNote, OneDrive แต่ชื่อดังกล่าวก็มีการใช้งานไปแล้ว และด้วยเหตุผลว่า Windows เวอร์ชั่นนี้จะเป็นการก้าวสู่ยุคใหม่ของ Microsoft จึงตั้งชื่อว่า Windows 10 เพื่อสร้างความแตกต่าง
 
จาก ข้อมูลทั้งหมดตามความเห็นของผมก็พอจะสรุปได้ว่า Microsoft ต้องการจะสื่อคือ ระบบปฎิบัติการที่สูงกว่ารุ่นก่อน (Windows 8) ตามแนวทางกลยุทธ์ขององค์กร (One = 1) และเป็นจุดเริ่มต้นเพื่อก้าวสู่ยุคใหม่ของระบบปฎิบัติการ (0) จึงเกิดเป็น Windows 10
 
ทั้ง หมดนี้จึงเป็นข้อพิสูจน์ว่า “กลยุทธ์” (Strategy) มีความจำเป็นต่อการดำเนินงาน และตัวกำหนดทิศทางขององค์กร แต่เหนืออื่นใดทุกคนในองค์กรต้องเข้าใจ และสามารถนำกลยุทธ์นั้นมาใช้ให้เกิดขึ้นจริง ไม่ใช่เพียงแต่เขียนไว้ในกระดาษหรือประกาศในที่ประชุม ..ขอบคุณครับ

ผู้เขียน; เอกพล ซ้ายเกลี้ยง (เอก)
DPine Suite by Doublepine

วันพุธที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ยุทธศาสตร์การค้า “Differentiation Strategy”

            ยุทธศาสตร์การค้าเพื่อสร้างความได้เปรียบในธุรกิจการที่ธุรกิจจะเติบโตได้มีกำไร และมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งสำหรับการบริหารงานแบบเดิมๆ โดยมุ่งเน้นในเรื่องของผลิตภัณฑ์ ต้นทุน หรือเน้นการขนส่งอาจได้ผลมากในการทำธุรกิจยุคก่อน แต่ปัจจุบันหากต้องการสร้างความได้เปรียบให้มากขึ้น จำเป็นที่จะต้องสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้น เราอาจคุ้นหูกับคำว่า “Differentiation Strategy” กลยุทธ์เพื่อสร้างความแตกต่างในตราสินค้า

Differentiation หรือกลยุทธ์การแข่งขันที่ความแตกต่างของสินคา/บริการในตลาดขนาดใหญ่เป็นกลยุทธ์การขายสินค้า การบริการที่มีความแตกต่างจากคูแข่งให้แกผู้บริโภคในตลาดขนาดใหญ่ “ความแตกต่าง” ในที่นี้  หมายถึง ความยืดหยุนของผลิตภัณฑ์บริการที่ดีความง่ายในการบำรุงรักษา ความคงทน ความง่ายในการใช้งานอะไหล่ที่หาง่าย ความประหยัด หรือคุณลักษณะที่ดีกว่า เป็นต้น การผลิตสินค้า และบริการ ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าไม่เหมือนกับสินค้าที่มีทั่วไป ทำให้สามารถตั้งราคาสินค้า/บริการได้สูงกว่า และยังสามารถสร้างความภัคดีต่อตราสินค้าให้เกิดขึ้นได้ เนื่องจากลูกค้าเคยชินกับความแตกต่างของสินค้าที่ไม่สามารถหาทดแทนจากสินค้าของคู่แข่งได้


         สิ่งที่จำเป็นสำหรับการใช้กลยุทธ์ Differentiation จะต้องมีความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยี รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของ Trend ในอนาคต อาจต้องมีหัว Create บ้าง ตัวอย่างของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จจากการดำเนินกลยุทธ์ Differentiation อาทิเช่น 

         สิงคโปร์แอร์ไลน์  เป็นสายการบินที่คนใช้บริการมากในอันดับต้น ๆ ของโลก สิ่งที่แตกต่างก็คือ ทุกสายการบินมักจะสื่อถึงเรื่องความสามารถของเครื่องบิน ความชำนาญของนักบิน การขยายเส้นทาง แต่ถ้ามองกลยุทธ์ของสิงคโปร์แอร์ไลน์ เขาถือว่าสิ่งเหล่านี้เป็น Standard Benefit  ซึ่งทุกสายการบินจะต้องมี สิ่งที่สิงคโปร์แอร์ไลน์ทำ คือ การสร้างความแตกต่างภายในเครื่องบิน อย่างเครื่องโบอิ้ง 747 เหมือนกัน แต่สิงคโปร์แอร์ไลน์ เอามาปรับเบาะข้างในใหม่หมดให้นุ่มสบายกว่า เน้นเรื่องเมนูอาหารที่หลากหลาย มีพนักงานให้บริการจำนวนมาก และการบริการที่ดีกว่า ด้วยการคัดสรรพนักงานต้อนรับบนเครื่องให้มีความสวยงามแบบเอเชีย ใส่ชุด Sarong Kabaya  ออกแบบโดย ปิแอร์ บัลแมง และสโลแกนของสิงคโปร์แอร์ไลน์ช่วงหนึ่ง คือ “In flight service even other airlines talk about” หรือ ให้บริการที่ดีกว่าที่สายการบินทุกสายพูดถึง ซึ่งเหล่านี้ถือว่าเป็น Extra Benefit

         ซีเลค ทูน่า ที่หยิบเอาเรื่องไขมันต่ำ กินแล้วไม่อ้วนมาพูด ก็ถือว่าเป็นการสร้าง Differentiate ให้กับสินค้าได้ เพราะปลาทูน่ายี่ห้ออื่นไม่เคยหยิบประเด็นนี้มาพูด มักพูดถึงแต่รสชาติ คุณค่าทางโภชนการ หรือเรื่อง DHA

        แชมพู Head & Shoulder ซึ่งเป็นแชมพูขจัดรังแค ใช้คุณสมบัติที่เป็นแชมพูขจัดรังแคที่ป้องกันการเกิดรังแคด้วย มาสร้าง Extra Benefit ให้กับสินค้า ส่วน Fringe Benefit ก็คือสระแล้วเย็น ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าไม่เย็นก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเย็นก็ดูดีขึ้นมา
แล้วคุณได้ลองสร้างความแตกต่างให้กับผลิตภัณฑ์ของคุณแล้วรึยัง

วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2557

สร้างความเป็นมืออาชีพให้กับมนุษย์เงินเดือน



คงเป็นที่น่าสนใจไม่น้อยถ้ามนุษย์เงินเดือนอย่างเรา จะได้ปรับเงินทุกๆ 6 เดือน โบนัส มากกว่า 2 เดือนขึ้นไป และได้รับสวัสดิการอีกมากมาย แล้วทุกวันนี้มนุษย์เงินเดือนตัวเล็กๆ อย่างเราได้รับสิ่งที่เราหวังเช่นนั้นหรือไม่ ลองหันมาพัฒนาตัวเองตั้งแต่วันนี้ดีกว่า โดยสำรวจตัวเองอย่างง่ายๆ 

    1. เราเป็นคนสุจริต เชื่อถือได้ หรือไม่ โดยดูจากการตรงต่อเวลา พูดคำไหนคำนั้น กล้าคิด และรัยผิดชอบการกระทำของตนเอง  ได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนร่วมงาน และเจ้านาย

    2. สามารถทำงานเป็นทีม และมีมารยาทตามสายอาชีพ ดูจากการยอมรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง พัฒนาสตนเองให้รู้เท่าทันเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไป เพื่อพัฒนาตัวเองในการทำงาน

    3. ใส่ใจ และห่วงใยลูกค้า ลูกค้านี่ไม่ได้หมายความถึงลูกค้าของบริษัท หรือผู้ซื้อเท่านั้น แต่เป็นคนที่เราให้บริการเค้า อาทิ ลูกค้าของเลขานุการ คือเจ้านาย เป็นต้น ลองสำรวจดูว่าได้ให้บริการในสิ่งที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ให้เค้าอย่างใจจริง ใจ และเตือนเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ลูกค้าจะได้รับไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุด

    4. สำนึก และรับผิดชอบในหน้าที่ รู้ว่าหน้าที่ของตนเองคืออะไร หรือเข้าไปให้คำแนะนำ และช่วยเหลือผู้ที่ต้องการอย่างจริงใจ มีสติ ควบคุมตนเองได้ ส่งงานได้ตามเวลาสม่ำเสมอ ทำงานได้เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ

    5. รับผิดชอบในสิ่งที่ทำ มีความคิดริเริ่ม เป็นคนสนใจที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ  เพื่อนำมาปรับปรุงการทำงานให้ดียิ่งขึ้น คิดอยู่เสมอว่าฉันจะเก่งเรื่องนี้ได้อย่างไร รับผิดชอบต่องานของตนเต็มที่แม้จะเกิดปัญหามาขัดขวาง

    6. มุ่งมั่นเรียนรู้ ต้องเป็นที่หนึ่ง ข้อนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกดผู้อื่น หรือรังแกผู้อื่นเพื่อให้เป็นที่หนึ่ง หรือต้องประจบนาย แต่การเป็นที่หนึ่งคือการที่มุ่งมั่นพัฒนาให้ตนเองนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับบริษัท เห็นปัญหาเป็นโอกาส และยื่นมือเข้าช่วยเหลือแก้ไข เรียนรู้สิ่งใหม่ที่พัฒนาให้การทำงานดียิ่งขึ้น 
    7. เคารพ และเห็นอกเห็นใจผู้อื่น เป็นคนชอบช่วยเหลือผู้อื่น เคารพให้เกียรติผู้อื่นเสมอ เอาประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง ไม่แอบอ้าง แบ่งแยก หรือกลั่นแกล้งใส่ร้ายผู้อื่น ห่วงใยสุขภาพของเพื่อนร่วมงานเสมอ

    8. ดูแลตนเอง มุ่งมั่นพัฒนา ขวนขวายหาความรู้ใหม่ๆ ออกกำลังกายดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ วางตัวนอกเวลางานได้อย่างเหมาะสม คงเส้นคงวา

    9. มีความรู้ และทักษะที่จำเป็นในงานของตนเอง ทั้งด้านเทคโนโลยี ใช้ทรัพยากรในการทำงานได้อย่างเต็มที่ และมีประสิทธิภาพ แสดงออกถึงความเป็นผู้นำ มีทักษะในการทำงานเป็นทีม มีความเป็นมืออาชีพในงานของตนเอง

ลองประเมินตนเองว่าเราเป็นคนที่มีลักษณะแบบนี้ใช่หรือไม่ สิ่งที่เจ้านาย หรือผู้บังคับบัญชามองหา คือ การที่ได้พนักงานที่ดีมีความรับผิดชอบในงานของตนได้อย่างเต็มที่ สามารถวางใจได้เมื่อสั่งงานแล้วจะได้งานที่ดีที่สุด ถ้าเป็นแบบนี้ความฝันที่จะได้รับและโอกาสในความก้าวหน้าคงไม่ไกลเกินเอื้อม

วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

วิธีเลือก Software ให้โดนใจ




หลายท่านอาจมีหลักในการเลือกใช้ ซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกันออกไป วันนี้มีหลักในการเปรียบเทียบ เพียงไม่กี่ข้อที่จะทำให้ได้ ซอฟต์แวร์ เหมาะสมกับธุรกิจของธุรกิจของคุณ

1. เช็คฟังก์ชั่นที่จำเป็นสำหรับธุรกิจคุณต้องการ มีอะไรบ้าง ที่มองว่าจำเป็นสำหรับธุรกิจ ให้ลิสต์ออกมา ทั้งนี้รวมไปถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำงานสะดวก และรวดเร็วขึ้นด้วย

2. งบประมาณ ถือเป็น ประเด็นสำคัญมาก ถึงแม้ว่าซอฟต์แวร์ จะมีราคาแพง แต่ถ้ามีความคุ้มค่ากับการลงทุน และยังช่วยลดขั้นตอนงาน จะต้องแยกระหว่างค่าใช้จ่ายครั้งเดียว กับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายตลอดอายุการใช้งาน ว่ามีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด


3. ยี่ห้อซอฟต์แวร์ที่ติดตลาด ซอฟต์แวร์ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงจะทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าไม่ค่อยมีปัญหา ในการใช้งาน หรือถ้ามีปัญหาก็น่าจะมีทีมงานที่คอยแก้ไขปัญหาให้ทันต่อการใช้งานเสมอ 

4. การ Support นี้จะรวมตั้งแต่การฝึกอบรมผู้ใช้งานโปรแกรม การติดตั้งผลิตภัณฑ์ การตอบคำถามหรือปัญหาของผู้ใช้งาน และเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งการ Support ของซอฟต์แวร์ จะต้องรวดเร็ว

5. งานพัฒนาของโปรแกรมโดยทั่วไปนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการพัฒนาระบบให้มีความฉลาด ทันต่อสภาพเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย หรือหลักวิชาการอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ใช้งาน

6. ความน่าเชื่อถือของโปรแกรม หรือความเสถียรของระบบนั้นถูกมองแตกต่างกัน ระหว่างฝั่งธุรกิจกับฝั่งไอที เพราะว่าฝั่งธุรกิจต้องการให้ระบบใช้งาน ได้ตลอด 24 ชม. ส่วนฝั่งไอที จะต้องมีการพักหรือ ปิดระบบเพื่อการบำรุงรักษา ซึ่งซอฟท์แวร์ในโลกอนาคตจะต้องรองรับการทำงานในรูปแบบ 24 ชม. ได้ 

7. ประสิทธิภาพของระบบ เนื่องจากโปรแกรมใดก็ตามที่มีจำนวนผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก มักจะประสบปัญหาการโอเวอร์โหลดของระบบ อันมีผลทำให้ระบบล่มเนื่องจากมีการใช้งานระบบเกินกว่าที่ได้ประเมินความสามารถในการรองรับการใช้งานไว้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินจำนวนผู้ใช้งานและลักษณะของการใช้งานให้ดีก่อนทำการตัดสินใจ


หลักง่ายๆ แค่เพียง 7 ข้อ อาจเสริมธุรกิจให้มีความคล่องตัว มีระบบงานที่มั่นคง และชัดเจน พร้อมทั้งทำงานแบบมืออาชีพ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แคมเปญ Ice Bucket challenge กับแบรนด์สินค้า?

ตอนนี้ กระแส Ice Bucket challenge หรือนำน้ำแข็งผสมน้ำเย็นเทราดตัว กำลังเป็นที่นิยมกันในบ้านเรา  โดยเราทราบเพียงว่า แคมเปญนี้เป็นแคมเปญในต่างประเทศ เป็นการท้าทายกันให้ทำตามเพื่อบริจาคเงินเข้าการกุศล ซึ่งตอนนี้ทำยอดบริจาคเกิน 15 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว เรามาทำความรู้จักคนที่ริ่เริ่มทำแคมเปญนี้กัน

หลายคนอาจรู้จักแคมเปญนี้ จากการที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ค  เอาน้ำแข็งและน้ำเย็นราดตัวเอง  และท้าให้บิลเกต ทำอย่างเขาดูบ้าง  

แต่แท้จริงแล้ว แคมเปญนี้ เริ่มขึ้นโดยมูลนิธิ ALS ในสหรัฐ (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือ  มูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อล้มเหลว โดยอาการของโรค คือ กล้ามเนื้อในร่างกายจะค่อยๆ อ่อนแรงลง จนเป็นอัมพาต และเสียชีวิต มูลนิธิจึงคิดเคมเปญนี้ขึ้นมา  เพื่อให้คนทั่วไปตระหนักถึงโรคนี้ โดยท้าให้เอาน้ำแข็งราดตัวเอง แล้วส่งคำท้าไปเรื่อยๆ

วิธีการ คือ คนที่โดน Challenge หรือโดนท้า จะต้องเลือกระหว่างการเอาน้ำราดตัวเองหรือคนรอบข้าง  แล้วจ่ายเงินเข้ามูลนิธิ ALS  10 เหรียญ แต่ถ้าไม่ราดน้ำตัวเอง ต้องบริจาคเงิน 100 เหรียญ ให้มูลนิธิ ALS  ผ่านเวบไซต์  www.alsa.org 

แคมเปญนี้ เป็นที่รู้จักในช่วงกลางเดือนกรกฏาคม เมื่อ Chris  Kennedy  นักกอล์ฟจากซาราโซต้า   เขาเอาน้ำเย็นมาราดตัว และระบุแบบเฉพาะเจาะจงว่า หากใครรับคำท้า จะต้องบริจาคเงินเข้า มูลนิธิ ALS  ซึ่งเขาท้าหลานของเขาเอง และหลานเขาก็รับคำท้า  

จากนั้นก็มีการท้าต่อๆ กันมา  เป็นกระแสในทั่วโลกไม่ถึง 1สัปดาห์  มีเซเลบริตี้เข้ามาร่วมกิจกรรมกันมากมาย ที่เราทราบกัน คือ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ค ท้าบิลเกต ให้ทำบ้าง  และไม่นาน บิล เกต รับคำท้า 

รวมไปถึง ทิม คุก ซีอีโอ แอปเปิ้ล และ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ ไมโครซอฟท์  

นาย เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) ซีอีโอของอเมซอน ก็ร่วมทำด้วย 

แวดวงนักร้อง เซเลบชื่อดังในต่างประเทศก็ทำ อย่าง จัสติน ทิมเบอร์เลค พร้อมกับเพื่อนๆ ของเขา ก็ร่วมแคมเปญนี้ด้วย รวมถึง เจนิเฟอร์ โลเปซ  ก็ร่วมกับแคมเปญนี้ด้วย รวมทั้งโอปรา วินฟรี ก็ร่วมด้วย

หรือแม้แต่ ซีอีโอ ของดิสนีย์ ก็ร่วมด้วย 



จากนั้นก็เริ่มมาที่ไทยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อคนที่ริ่เริ่มแคมเปญนี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา คือ คุณพาที สารสิน  ซีอีโอ นกแอร์ ซึ่งน่าจะเป็นคนแรกที่นำเอาแคมเปญนี้เข้ามาในไทย โดยคุณพาที พร้อมภรรยา นำน้ำราดตัวและกระโดดลงสระว่ายน้ำ พร้อมท้าเซเลบริตี้ ต่อ จากนั้นจึงเกิดการท้าต่อๆ กันมาให้ทำในลักษณะเดียวกัน หนึ่งในผู้ที่ถูกท้า คือ คุณวู้ดดี้ มิลินทจินดา  

จากนั้น เราจึงได้เห็นเหล่าเซเลบในไทย ในกลุ่มของพิธีกร และ ซีอีโอต่างๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นเซเลบในแวดวงไอที และโทรคมนาคม ทั้ง คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอ ทรู คอร์ปอเรชั่น รวมทั้งผู้บริหารของเอไอเอสและดีแทคด้วย

เมื่อคืนที่ผ่านมา เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข พรีเซ็นเตอร์เอไอเอส 3G 2100 ได้รับคำท้าคุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ซีอีโอ AIS แล้ว

จากนั้นก็มาถึง เหล่าเซเลบไอที อย่าง คุณหนุ่ย พงศ์สุข ท้าต่อไปยังคุณ จอห์น รัตนเวโรจน์ ,จิตต์สุภา ฉิน หรือ ซู่ชิง และ "คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา" และคุณซู่ชิง  ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ทางวอยซ์ทีวี  ก็รับคำท้าด้วยคลิปนี้ 

คุณซู่ชิง ร่วมบริจาคเงินให้มูลนิธิกระจกเงาด้วย และขอท้าต่อ 3 คนคือ  คุณกิตติ สิงหาปัด, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณซี ฉัตรปวีณ์

และในที่สุด คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็รับคำท้าคุณซู่ชิง ใส่เสื้อตัวเก่ง เทน้ำใส่ตัวที่สวนลุม และท้าต่อไปถึง คุณปลื้ม หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล , คุณปัญญา นิรันดร์กุล 

หากสังเกตุดีๆ จะพบว่า ในช่วงหลังๆ ของการเข้าร่วมแคมเปญนี้ เหล่าเซเลบในต่างประเทศจะใส่เสื้อที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ หรือ ธุรกิจที่พวกเขาชื่นชอบ  บางรายมีโฆษณาแฝงด้วย  

อย่างจัสติน ทิมเบอร์เลค ใส่เสื้อยืดของวง "Pink Floyd " วงดนตรีที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ หรือ ผู้บริหารคนอื่นๆ ของไมโครซอฟท์  ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้  ใส่เสื้อยืด ที่สกรีนว่า Ability งานสัมมนาที่ไมโครซอฟท์  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับคนพิการ ที่ช่วงหลังๆ บริษัทไอทีต่างๆ รวมถึงไมโครซอฟท์ หันมาจดลิขสิทธิ์พัฒนาอุปกรณ์ช่วยคนพิการมากขึ้น ส่วน สัตยา ซีอีโอของไมโครซอฟท์  เป็นคนเดียวที่ใส่เสื้อโปโลของพูม่า 

ส่วนในไทยก็มีโฆษณาแฝงด้วยเช่นกัน อย่าง เจมส์ จิรายุ  ที่ใส่เสื้อยืดสีดำ สกรีนลาย Monkey King ซึ่งเป็นกลุ่มแฟนคลับของเจมส์ ที่ตั้งชื่อให้ตามคาแรกเตอร์ของเจมส์ จิ และเสื้อตัวนี้ ทำขึ้นเพื่อจัดจำหน่ายด้วย

หรือ ผู้บริหารของโอเปอเรเตอร์ค่ายมือถือก็ไม่ยอมน้อยหน้ากัน ทุกค่ายต่างใส่เสื้อและใช้ถังน้ำที่ราดตัว   เป็นสีธีมของค่ายตัวเองกันอย่างพร้อมเพรียง

จากโครงการดีๆที่เริ่มขึ้นในต่างประเทศ  จนกระจายมายังทั่วโลก  แพร่หลายแล้วในไทย  และยังสามารถไทร์อินกลยุทธ์การโฆษณาได้แบบเนียนๆ แถมยังได้บริจาคช่วยการกุศลได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันยอดบริจาคของมูลนิธิ ALS ในสหรัฐ อยู่ที่ 15 ล้าน 6 แสนเหรียญแล้ว  ในต่างประเทศพิสูจน์ว่าทำได้จริงและมันเห็นผล  ในไทยก็เช่นเดียวกัน  


ที่มา : http://shows.voicetv.co.th/voice-market/114706.html
ภาพถ่าย : http://www.thairath.co.th/

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

10 ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อโปรแกรมบัญชี


1. งบประมาณ ก่อนที่จะเริ่มต้นเลือกโปรแกรมบัญชี ต้องทำการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับโปรแกรม 
    และค่าใช้จ่ายในเรื่องของฮาร์ดแวร์
2. ก่อนที่จะซื้อโปรแกรมต้องสำรวจความต้องการธุรกิจ ด้วยการเรียงลำดับความสำคัญของงานที่ต้องการ
   โปรแกรมที่เลือก   ต้องรองรับความต้องการที่เรียงลำดับไว้ 70-80 % โดยเปิดโอกาสให้ทีมงานที่เกี่ยวข้อง
   ได้มีส่วนร่วมในการสรรหา มิใช่มุ่งเน้นไปที่ฝ่ายบัญชีฝ่ายเดียว
3. เลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ  มีประสบการณ์ มีลูกค้าอ้างอิงที่สามารถโทรไปสอบถามถึงการใช้งานของ
   บริษัทเหล่านั้นได้ ซึ่งทำให้เราได้ข้อมูลจริงจากผู้ใช้
4. ใช้งานง่าย โปรแกรมที่ดีต้องใช้งานง่าย มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนความต้องการขั้นพื้นฐานโดยไม่    
    ต้องพึ่งโปรแกรมเมอร์ ก่อนตัดสินใจซื้อโปรแกรมควรได้ทดลองใช้งานโปรแกรมก่อนเพื่อการประกอบการ
    ตัดสินใจว่ามีความเหมาะสมต่อองค์กรและง่ายต่อการใช้งานมากน้อยแค่ไหน
5. ความเสถียรของโปรแกรม ความเสถียรของโปรแกรมเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งนานวันปริมาณข้อมูลมากขึ้น 
    ส่งผลโดยตรงกับโปรแกรม มีขีดความสามารถที่จะรองรับได้หรือไม่ รวมถึงความเร็วในการประมวลผล
6. เป็นโปรแกรมตามมาตรฐานกรมสรรพากร
7. สามารถแก้ไขปัญหาและอัพเดทโปรแกรมได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดปัญหาการใช้งาน
8. รองรับธุรกิจในอนาคตหรือการขยายกิจการ ในอนาคตบริษัทอาจมีการขยายสาขาหรือมีปริมาณข้อมูลที่เพิ่ม
    มากขึ้นโปรแกรมที่จะซื้อสามารถรองรับการขยายได้มากน้อยแค่ไหน 
9. ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โปรแกรมต้องสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข
    Feature ต่างๆ ในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์กับองค์กรมาพัฒนาเพิ่มเติม
    เพื่อประสิทธิภาพของโปรแกรมและประสิทธิภาพขององค์กรได้มากขึ้น
10. มีบริการหลังการขาย ช่วยเหลือผู้ใช้งานในกรณีที่เกิดปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม