วันพุธที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2557

วิธีเลือก Software ให้โดนใจ




หลายท่านอาจมีหลักในการเลือกใช้ ซอฟต์แวร์ที่แตกต่างกันออกไป วันนี้มีหลักในการเปรียบเทียบ เพียงไม่กี่ข้อที่จะทำให้ได้ ซอฟต์แวร์ เหมาะสมกับธุรกิจของธุรกิจของคุณ

1. เช็คฟังก์ชั่นที่จำเป็นสำหรับธุรกิจคุณต้องการ มีอะไรบ้าง ที่มองว่าจำเป็นสำหรับธุรกิจ ให้ลิสต์ออกมา ทั้งนี้รวมไปถึงเทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำงานสะดวก และรวดเร็วขึ้นด้วย

2. งบประมาณ ถือเป็น ประเด็นสำคัญมาก ถึงแม้ว่าซอฟต์แวร์ จะมีราคาแพง แต่ถ้ามีความคุ้มค่ากับการลงทุน และยังช่วยลดขั้นตอนงาน จะต้องแยกระหว่างค่าใช้จ่ายครั้งเดียว กับค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายตลอดอายุการใช้งาน ว่ามีความคุ้มค่ามากน้อยเพียงใด


3. ยี่ห้อซอฟต์แวร์ที่ติดตลาด ซอฟต์แวร์ที่ครองส่วนแบ่งทางการตลาดสูงจะทำให้สามารถมั่นใจได้ว่าไม่ค่อยมีปัญหา ในการใช้งาน หรือถ้ามีปัญหาก็น่าจะมีทีมงานที่คอยแก้ไขปัญหาให้ทันต่อการใช้งานเสมอ 

4. การ Support นี้จะรวมตั้งแต่การฝึกอบรมผู้ใช้งานโปรแกรม การติดตั้งผลิตภัณฑ์ การตอบคำถามหรือปัญหาของผู้ใช้งาน และเอกสารที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ซึ่งการ Support ของซอฟต์แวร์ จะต้องรวดเร็ว

5. งานพัฒนาของโปรแกรมโดยทั่วไปนั้น จะมีการเปลี่ยนแปลง หรือมีการพัฒนาระบบให้มีความฉลาด ทันต่อสภาพเหตุการณ์การเปลี่ยนแปลงของกฎหมาย หรือหลักวิชาการอยู่เสมอ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถให้กับผู้ใช้งาน

6. ความน่าเชื่อถือของโปรแกรม หรือความเสถียรของระบบนั้นถูกมองแตกต่างกัน ระหว่างฝั่งธุรกิจกับฝั่งไอที เพราะว่าฝั่งธุรกิจต้องการให้ระบบใช้งาน ได้ตลอด 24 ชม. ส่วนฝั่งไอที จะต้องมีการพักหรือ ปิดระบบเพื่อการบำรุงรักษา ซึ่งซอฟท์แวร์ในโลกอนาคตจะต้องรองรับการทำงานในรูปแบบ 24 ชม. ได้ 

7. ประสิทธิภาพของระบบ เนื่องจากโปรแกรมใดก็ตามที่มีจำนวนผู้ใช้งานเป็นจำนวนมาก มักจะประสบปัญหาการโอเวอร์โหลดของระบบ อันมีผลทำให้ระบบล่มเนื่องจากมีการใช้งานระบบเกินกว่าที่ได้ประเมินความสามารถในการรองรับการใช้งานไว้ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องประเมินจำนวนผู้ใช้งานและลักษณะของการใช้งานให้ดีก่อนทำการตัดสินใจ


หลักง่ายๆ แค่เพียง 7 ข้อ อาจเสริมธุรกิจให้มีความคล่องตัว มีระบบงานที่มั่นคง และชัดเจน พร้อมทั้งทำงานแบบมืออาชีพ ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกในปัจจุบัน

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

แคมเปญ Ice Bucket challenge กับแบรนด์สินค้า?

ตอนนี้ กระแส Ice Bucket challenge หรือนำน้ำแข็งผสมน้ำเย็นเทราดตัว กำลังเป็นที่นิยมกันในบ้านเรา  โดยเราทราบเพียงว่า แคมเปญนี้เป็นแคมเปญในต่างประเทศ เป็นการท้าทายกันให้ทำตามเพื่อบริจาคเงินเข้าการกุศล ซึ่งตอนนี้ทำยอดบริจาคเกิน 15 ล้านเหรียญสหรัฐแล้ว เรามาทำความรู้จักคนที่ริ่เริ่มทำแคมเปญนี้กัน

หลายคนอาจรู้จักแคมเปญนี้ จากการที่ มาร์ค ซัคเคอร์เบิร์ค  เอาน้ำแข็งและน้ำเย็นราดตัวเอง  และท้าให้บิลเกต ทำอย่างเขาดูบ้าง  

แต่แท้จริงแล้ว แคมเปญนี้ เริ่มขึ้นโดยมูลนิธิ ALS ในสหรัฐ (Amyotrophic Lateral Sclerosis) หรือ  มูลนิธิเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยโรคกล้ามเนื้อล้มเหลว โดยอาการของโรค คือ กล้ามเนื้อในร่างกายจะค่อยๆ อ่อนแรงลง จนเป็นอัมพาต และเสียชีวิต มูลนิธิจึงคิดเคมเปญนี้ขึ้นมา  เพื่อให้คนทั่วไปตระหนักถึงโรคนี้ โดยท้าให้เอาน้ำแข็งราดตัวเอง แล้วส่งคำท้าไปเรื่อยๆ

วิธีการ คือ คนที่โดน Challenge หรือโดนท้า จะต้องเลือกระหว่างการเอาน้ำราดตัวเองหรือคนรอบข้าง  แล้วจ่ายเงินเข้ามูลนิธิ ALS  10 เหรียญ แต่ถ้าไม่ราดน้ำตัวเอง ต้องบริจาคเงิน 100 เหรียญ ให้มูลนิธิ ALS  ผ่านเวบไซต์  www.alsa.org 

แคมเปญนี้ เป็นที่รู้จักในช่วงกลางเดือนกรกฏาคม เมื่อ Chris  Kennedy  นักกอล์ฟจากซาราโซต้า   เขาเอาน้ำเย็นมาราดตัว และระบุแบบเฉพาะเจาะจงว่า หากใครรับคำท้า จะต้องบริจาคเงินเข้า มูลนิธิ ALS  ซึ่งเขาท้าหลานของเขาเอง และหลานเขาก็รับคำท้า  

จากนั้นก็มีการท้าต่อๆ กันมา  เป็นกระแสในทั่วโลกไม่ถึง 1สัปดาห์  มีเซเลบริตี้เข้ามาร่วมกิจกรรมกันมากมาย ที่เราทราบกัน คือ มาร์ค ซักเกอร์เบิร์ค ท้าบิลเกต ให้ทำบ้าง  และไม่นาน บิล เกต รับคำท้า 

รวมไปถึง ทิม คุก ซีอีโอ แอปเปิ้ล และ สัตยา นาเดลลา ซีอีโอ ไมโครซอฟท์  

นาย เจฟฟ์ เบซอส (Jeff Bezos) ซีอีโอของอเมซอน ก็ร่วมทำด้วย 

แวดวงนักร้อง เซเลบชื่อดังในต่างประเทศก็ทำ อย่าง จัสติน ทิมเบอร์เลค พร้อมกับเพื่อนๆ ของเขา ก็ร่วมแคมเปญนี้ด้วย รวมถึง เจนิเฟอร์ โลเปซ  ก็ร่วมกับแคมเปญนี้ด้วย รวมทั้งโอปรา วินฟรี ก็ร่วมด้วย

หรือแม้แต่ ซีอีโอ ของดิสนีย์ ก็ร่วมด้วย 



จากนั้นก็เริ่มมาที่ไทยเมื่อช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อคนที่ริ่เริ่มแคมเปญนี้ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคมที่ผ่านมา คือ คุณพาที สารสิน  ซีอีโอ นกแอร์ ซึ่งน่าจะเป็นคนแรกที่นำเอาแคมเปญนี้เข้ามาในไทย โดยคุณพาที พร้อมภรรยา นำน้ำราดตัวและกระโดดลงสระว่ายน้ำ พร้อมท้าเซเลบริตี้ ต่อ จากนั้นจึงเกิดการท้าต่อๆ กันมาให้ทำในลักษณะเดียวกัน หนึ่งในผู้ที่ถูกท้า คือ คุณวู้ดดี้ มิลินทจินดา  

จากนั้น เราจึงได้เห็นเหล่าเซเลบในไทย ในกลุ่มของพิธีกร และ ซีอีโอต่างๆ แต่ส่วนใหญ่เป็นเซเลบในแวดวงไอที และโทรคมนาคม ทั้ง คุณศุภชัย เจียรวนนท์ ซีอีโอ ทรู คอร์ปอเรชั่น รวมทั้งผู้บริหารของเอไอเอสและดีแทคด้วย

เมื่อคืนที่ผ่านมา เจมส์ จิรายุ ตั้งศรีสุข พรีเซ็นเตอร์เอไอเอส 3G 2100 ได้รับคำท้าคุณสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ซีอีโอ AIS แล้ว

จากนั้นก็มาถึง เหล่าเซเลบไอที อย่าง คุณหนุ่ย พงศ์สุข ท้าต่อไปยังคุณ จอห์น รัตนเวโรจน์ ,จิตต์สุภา ฉิน หรือ ซู่ชิง และ "คุณสรยุทธ สุทัศนะจินดา" และคุณซู่ชิง  ผู้ดำเนินรายการทางโทรทัศน์ทางวอยซ์ทีวี  ก็รับคำท้าด้วยคลิปนี้ 

คุณซู่ชิง ร่วมบริจาคเงินให้มูลนิธิกระจกเงาด้วย และขอท้าต่อ 3 คนคือ  คุณกิตติ สิงหาปัด, คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ และคุณซี ฉัตรปวีณ์

และในที่สุด คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ก็รับคำท้าคุณซู่ชิง ใส่เสื้อตัวเก่ง เทน้ำใส่ตัวที่สวนลุม และท้าต่อไปถึง คุณปลื้ม หม่อมหลวงณัฏฐกรณ์ เทวกุล , คุณปัญญา นิรันดร์กุล 

หากสังเกตุดีๆ จะพบว่า ในช่วงหลังๆ ของการเข้าร่วมแคมเปญนี้ เหล่าเซเลบในต่างประเทศจะใส่เสื้อที่มีความเกี่ยวข้องกับแบรนด์ หรือ ธุรกิจที่พวกเขาชื่นชอบ  บางรายมีโฆษณาแฝงด้วย  

อย่างจัสติน ทิมเบอร์เลค ใส่เสื้อยืดของวง "Pink Floyd " วงดนตรีที่เขาชื่นชอบเป็นพิเศษ หรือ ผู้บริหารคนอื่นๆ ของไมโครซอฟท์  ที่เข้าร่วมแคมเปญนี้  ใส่เสื้อยืด ที่สกรีนว่า Ability งานสัมมนาที่ไมโครซอฟท์  เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีสำหรับคนพิการ ที่ช่วงหลังๆ บริษัทไอทีต่างๆ รวมถึงไมโครซอฟท์ หันมาจดลิขสิทธิ์พัฒนาอุปกรณ์ช่วยคนพิการมากขึ้น ส่วน สัตยา ซีอีโอของไมโครซอฟท์  เป็นคนเดียวที่ใส่เสื้อโปโลของพูม่า 

ส่วนในไทยก็มีโฆษณาแฝงด้วยเช่นกัน อย่าง เจมส์ จิรายุ  ที่ใส่เสื้อยืดสีดำ สกรีนลาย Monkey King ซึ่งเป็นกลุ่มแฟนคลับของเจมส์ ที่ตั้งชื่อให้ตามคาแรกเตอร์ของเจมส์ จิ และเสื้อตัวนี้ ทำขึ้นเพื่อจัดจำหน่ายด้วย

หรือ ผู้บริหารของโอเปอเรเตอร์ค่ายมือถือก็ไม่ยอมน้อยหน้ากัน ทุกค่ายต่างใส่เสื้อและใช้ถังน้ำที่ราดตัว   เป็นสีธีมของค่ายตัวเองกันอย่างพร้อมเพรียง

จากโครงการดีๆที่เริ่มขึ้นในต่างประเทศ  จนกระจายมายังทั่วโลก  แพร่หลายแล้วในไทย  และยังสามารถไทร์อินกลยุทธ์การโฆษณาได้แบบเนียนๆ แถมยังได้บริจาคช่วยการกุศลได้อีกด้วย ซึ่งปัจจุบันยอดบริจาคของมูลนิธิ ALS ในสหรัฐ อยู่ที่ 15 ล้าน 6 แสนเหรียญแล้ว  ในต่างประเทศพิสูจน์ว่าทำได้จริงและมันเห็นผล  ในไทยก็เช่นเดียวกัน  


ที่มา : http://shows.voicetv.co.th/voice-market/114706.html
ภาพถ่าย : http://www.thairath.co.th/

วันจันทร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2557

10 ข้อควรพิจารณาในการเลือกซื้อโปรแกรมบัญชี


1. งบประมาณ ก่อนที่จะเริ่มต้นเลือกโปรแกรมบัญชี ต้องทำการจัดสรรงบประมาณค่าใช้จ่ายสำหรับโปรแกรม 
    และค่าใช้จ่ายในเรื่องของฮาร์ดแวร์
2. ก่อนที่จะซื้อโปรแกรมต้องสำรวจความต้องการธุรกิจ ด้วยการเรียงลำดับความสำคัญของงานที่ต้องการ
   โปรแกรมที่เลือก   ต้องรองรับความต้องการที่เรียงลำดับไว้ 70-80 % โดยเปิดโอกาสให้ทีมงานที่เกี่ยวข้อง
   ได้มีส่วนร่วมในการสรรหา มิใช่มุ่งเน้นไปที่ฝ่ายบัญชีฝ่ายเดียว
3. เลือกบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ  มีประสบการณ์ มีลูกค้าอ้างอิงที่สามารถโทรไปสอบถามถึงการใช้งานของ
   บริษัทเหล่านั้นได้ ซึ่งทำให้เราได้ข้อมูลจริงจากผู้ใช้
4. ใช้งานง่าย โปรแกรมที่ดีต้องใช้งานง่าย มีความยืดหยุ่นในการปรับเปลี่ยนความต้องการขั้นพื้นฐานโดยไม่    
    ต้องพึ่งโปรแกรมเมอร์ ก่อนตัดสินใจซื้อโปรแกรมควรได้ทดลองใช้งานโปรแกรมก่อนเพื่อการประกอบการ
    ตัดสินใจว่ามีความเหมาะสมต่อองค์กรและง่ายต่อการใช้งานมากน้อยแค่ไหน
5. ความเสถียรของโปรแกรม ความเสถียรของโปรแกรมเป็นสิ่งสำคัญมากยิ่งนานวันปริมาณข้อมูลมากขึ้น 
    ส่งผลโดยตรงกับโปรแกรม มีขีดความสามารถที่จะรองรับได้หรือไม่ รวมถึงความเร็วในการประมวลผล
6. เป็นโปรแกรมตามมาตรฐานกรมสรรพากร
7. สามารถแก้ไขปัญหาและอัพเดทโปรแกรมได้อย่างรวดเร็วเมื่อเกิดปัญหาการใช้งาน
8. รองรับธุรกิจในอนาคตหรือการขยายกิจการ ในอนาคตบริษัทอาจมีการขยายสาขาหรือมีปริมาณข้อมูลที่เพิ่ม
    มากขึ้นโปรแกรมที่จะซื้อสามารถรองรับการขยายได้มากน้อยแค่ไหน 
9. ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการเขียนโปรแกรม โปรแกรมต้องสามารถรองรับการเปลี่ยนแปลงหรือแก้ไข
    Feature ต่างๆ ในอนาคต ซึ่งก็จะสามารถนำเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่เป็นประโยชน์กับองค์กรมาพัฒนาเพิ่มเติม
    เพื่อประสิทธิภาพของโปรแกรมและประสิทธิภาพขององค์กรได้มากขึ้น
10. มีบริการหลังการขาย ช่วยเหลือผู้ใช้งานในกรณีที่เกิดปัญหาได้อย่างรวดเร็ว และไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่ม




วันอังคารที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Trick เล็กๆ การมองหาคน

“ใครๆ ก็อยากได้แต่..คนเก่ง” คำนี้ที่นักสรรหาต้องการ แต่เราจะทำยังไงให้ได้คนเก่ง คำว่า “อยากได้คน กับจะหาได้อย่างไร” นักสรรหาต้องตีโจทย์ให้แตกและค้นหา
“ เลือดใหม่  ไม่น่าสนใจหรือ “ เลือดใหม่หรือที่เรารู้จักกันดีสำหรับเด็กจบใหม่ บางครั้งเรามักได้ยินผู้บริหารพูดเสมอว่า “เราต้องการเลือดใหม่เข้ามาบ้าง” แสดงว่าองค์กรของคุณเริ่มมีปัญหา บางทีจากการทำงานแบบเดิมๆ คุณต้องการพนักงานใหม่ที่จะมาดูแลปัญหาด้วยมุมมองใหม่และทันสมัยสร้างสรรค์ บางครั้งหากเราเปิดโอกาสยอมรับมุมมองใหม่ๆ จากเด็กๆ ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการทำงาน แต่นักสรรหาต้องพิจารณาว่าเราควรนำเด็กใหม่มาทำงานในตำแหน่งใดบ้างที่เหมาะสม เช่น ตำแหน่งนักออกแบบ หรือตำแหน่งที่ต้องใช้จินตนาการ ฯลฯ เพราะเด็กจบใหม่ไฟแรง
แต่ผู้สมัครภายในก็มักเป็นคำตอบที่ดีสำหรับการหาผู้ร่วมงาน ที่เราต้องการแบบผสมผสานระหว่างแนวความคิดใหม่ๆ กับความรู้เกี่ยวกับบริษัทที่มีอยู่ โดยการพิจารณาต่อยอดจากเพื่อนร่วมงานของเราที่จะบอกว่า เรามีคนเก่งที่มีคุณภาพที่องค์การต้องการ จำไว้ว่าจะต้องแสดงความยินดีกับเขาเมื่อได้รายชื่อที่เสนอเข้ามาพิจารณา
ท้ายที่สุด ถ้าคุณกำลังมองหาความคิดใหม่ๆ และวิธีคิดใหม่ๆ จากภายนอกองค์กรหรือคลื่นลูกใหม่ คุณอาจจะต้องประเมินดูว่าวัฒนธรรมองค์กรของคุณส่งเสริมความคิดใหม่ๆ และพร้อมเปลี่ยนแปลงหรือไม่ หากพนักงานถูกติเตียนทุกครั้งที่เสนอความคิดใหม่ๆ เขาก็จะรู้ว่าความคิดใหม่ๆ นั้นไม่มีค่า มองกลับไปในองค์กรและดูว่าคุณตอบสนองต่อความคิดใหม่ๆ อย่างไร ก่อนจะคิดว่าคุณต้องการ “เลือดใหม่” เพราะบางทีเลือดเก่าอาจจะมีชีวิตชีวา และสดชื่น ถ้าคุณอนุญาตให้ความคิดใหม่ๆ ผลิบาน

อ่านข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่ www.doublepine.co.th
เขียนโดย ณภัทร  ประสพบุญ

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

รายงานที่ดีมีประสิทธิภาพเป็นอย่างไร

เรื่องโดย ธนิษฐา บัวผัน

การประกอบธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจซื้อมาขายไป ธุรกิจบริการ หรือธุรกิจผลิตสินค้า แต่ละแผนก แต่หน่วยงาน มีหน้าที่รับผิดชอบในการจัดทำรายงานเพื่อนำเสนอต่อผู้บริหาร ซึ่งรายงานที่ดีและมีประสิทธิภาพควรจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
1. เข้าใจง่าย    ผู้จัดทำการรายงานต้องมีความเข้าใจในรายงานที่จัดทำว่าใครเป็นผู้ใช้รายงานนี้ รายงานต้องการนำเสนออะไร  เพื่อให้การนำเสนอตรงประเด็น ผู้อ่านสามารถเข้าใจในรายงานที่นำเสนอโดยใช้เวลาไม่มากนัก ซึ่งการนำเสนออาจจะอยู่ในรูปแบบของช่องตาราง หรือกราฟเพื่อง่ายต่อการเข้าใจ
2. รวดเร็ว ทันต่อเหตุการณ์    รายงานบางชนิด ต้องจัดทำอย่างสม่ำเสมอในทุกสิ้นวัน เช่น รายงานสรุปการรับ-จ่ายประจำวัน รายงานการขายสินค้าเงินสด รายงานการเก็บเงินจากลูกหนี้ ซึ่งรายงานดังกล่าวต้องจัดทำในทุกสิ้นวัน เพื่อให้ผู้บริหารนำข้อมูลของมาใช้เพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างทันท่วงที ในเวลาที่ต้องการใช้


3. มีความครบถ้วนสมบูรณ์ สามารถค้นหาต้นตอได้     การนำเสนอรายงานต่างๆ อาจจะต้องแสดงรายละเอียดย่อยประกอบ เมื่อมีข้อสงสัยใดในรายงานสามารถตรวจสอบอ้างอิงกลับได้ มีแหล่งที่ไปที่มาที่น่าเชื่อถือ อันจะนำมาซึ่งความครบถ้วนสมบูรณ์ในรายงานนั้น ๆ
4. จัดทำด้วยข้อเท็จจริง    ยกตัวอย่างกรณีการจัดทำประมาณการทางการเงิน ข้อมูลที่นำมาประมาณการอาจต้องอาศัยข้อมูลในอดีตกับแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อมาจัดทำประมาณการนั้น ๆ
5. สามารถเปรียบเทียบได้    การจัดทำรายงานที่ดี ไม่เพียงแต่นำเสนอข้อมูลเฉพาะข้อมูลเดือนปัจจุบันเท่านั้น แต่ควรจะแสดงในรูปแบบของการเปรียบเทียบข้อมูล เช่น เปรียบเทียบเดือนก่อนกับเดือนปัจจุบัน  เปรียบเทียบปีก่อนกับปีปัจจุบัน
6. จัดทำอย่างสม่ำเสมอ     การจัดทำรายงานต้องเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ตามประเภทของรายงานที่จัดทำ เช่น รายงานประจำวัน ประจำเดือน หรือประจำปี 

วันจันทร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2557

คิดเร็ว...ปฏิรูปการทำงานให้ทันใจ

ซอฟต์แวร์บริหารกลยุทธ์
Double Pine Software


                    ความเร็ว  แม้จะเป็นเพียงการเคลื่อนที่โดยปราศจากจุดหมายปลายทางในใจ ย่อมมีความรีบร้อนหุนหันพลันแล่น ซึ่งปราศจากการควบคุมที่ดีแล้ว ความเร็วอาจนำไปสู่มหัตภัยได้ แต่หากมีการวางแผนที่ดีแล้ว การออกสตาร์ทเร็วกว่าจะสามารถช่วยให้คุณชนะการแข่งขันได้ดีแค่ไหน ข้อคิดง่ายๆในหลัก 60 วินาทีมีค่า
  1. ถ้าคุณต้องการเข้าสู่ตลาดให้ได้อย่างรวดเร็ว ต้องทำทุกอย่างให้ง่ายเข้าไว้
  2. ลดกระบวนการทำงานที่ไม่จำเป็นออกไป
  3. อย่ารวมงานไว้ที่ศูนย์กลาง หรือคนๆเดียว กระจายงานออกไปให้สู่คนที่ต้องรับผิดชอบ
  4. หาสูตรที่เรียบง่าย และทำตามกฎนั้นเสมอ แต่ละครั้งต้องทำให้เร็วขึ้นทีละเล็กละน้อย
  5. กำหนดให้นวัตกรรมเป็นนโยบายหลักของบริษัท
  6. ให้พนักงานมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ๆ อย่ารอให้ผู้บริหารเป็นผู้สร้างไอเดียใหม่อยู่คนเดียว
  7. หาคนคิดเร็วทำงานเร็วมาทำงานด้วย  รักษา และเพิ่มจำนวนคนคิดเร็วไว้ คนแบบนี้ชอบทำงานด้วยกัน
  8. มองหาสัญญาณอันตราย และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าให้ได้เสมอ
เพื่อให้การตัดสินใจเกิดขึ้นอย่ารวดเร็วฉับไว และถูกต้องจะต้องทำ ณ จุดที่ใกล้กับปฏิบัติการจริงให้ได้มากที่สุด ถ้าทุกคนภายในองค์กรรู้ และทำการตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วตามแนวทางอย่างเดียวกัน การตัดสินใจส่วนใหญ่มักจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง

รับข่าวสารข้อมูลด้านการทำกลยุทธ์ และโปรแกรมการทำ KPI เพิ่มเติมได้ที่ www.doublepine.co.th 

วันอังคารที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2557

บริการแบบไหนที่เรียกว่ามืออาชีพ

โดย ชุลีพร พรหมภักดี

ปกติในชีวิตประจำวันเราเป็นทั้งผู้ให้บริการ และผู้รับบริการอยู่ตลอดเวลาไม่ว่าจะไปซื้อสินค้า เติมน้ำมัน หรือแม้กระทั่งการทำงานในสายอาชีพของตนเอง เราย่อมควาดหวังว่าจะได้รับบริการที่ดี ได้รับการเอาใจใส่ และแน่นอนว่าทุกคนอยากเป็นคนสำคัญ เพราะฉะนั้น มาเริ่มต้นเป็นผู้ให้บริการแบบ "มืออาชีพ" กันดีกว่า เพราะยิ่งเอาใจใส่ลูกค้ามากเท่าไร ลูกค้าก็อยากใช้บริการมากเท่านั้น มาดูกันว่างานบริการลูกค้าแบบ มืออาชีพ” ต้องทำอย่างไร
  •  สนองตอบความต้องการของลูกค้าให้เร็วที่สุด   เมื่อลูกค้าต้องการความช่วยเหลือ ควรสนองตอบความต้องการของลูกค้าให้เร็วที่สุดไม่ทางใดทางหนึ่ง เช่น อีเมล หรือโทรศัพท์ คุณอาจไม่จำเป็นต้องหาคำตอบมาให้ลูกค้าในทันทีก็ได้ อย่างน้อยควรตอบให้ลูกค้าทราบว่า รับทราบเรื่องแล้ว และจะรีบดำเนินการให้เร็วที่สุด เท่านี้ก็ได้ใจลูกค้าแล้ว
  •  หมั่นอัพเดทความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ    หากลูกค้ากำลังรอสินค้าหรือรับบริการจากอยู่ ควรมีการอัพเดทความเคลื่อนไหวอยู่เสมอ ให้ลูกค้าได้ทราบถึงขั้นตอน และกระบวนการ เพื่อให้ลูกค้าสบายใจ และลดความกระวนกระวายใจในการรอคอย หากเกิดปัญหาขัดข้องใด ๆ ก็ควรแจ้งให้ลูกค้าทราบเหตุผลของการล่าช้า รวมถึงวิธีการที่ใช้ในแก้ปัญหาเพื่อให้ลูกค้าสบายใจว่าสามารถจัดการกับปัญหาดังกล่าวได้
  • ช่วยเหลือลูกค้าอย่างเต็มที่ อย่ากลัวว่าจะไม่ได้รับผลตอบแทน    การช่วยเหลือลูกค้าอย่างสุดความสามารถนั้น บางครั้งอาจทำให้เสียเวลา และดูเหมือนไม่คุ้มค่า ไม่ได้รับผลตอบแทนในทันที แต่สิ่งที่ทำสามารถส่งผลในระยะยาวและยั่งยืนได้ เพราะการบริการที่ดี อาจทำให้ลูกค้าติดใจละอยากจะใช้บริการของคุณตลอดไป รวมทั้งอิทธิพลของการแนะนำแบบปากต่อปากที่อาจส่งผลดีเกินคาดอีกด้วย
  • ยอมรับและแก้ไขข้อผิดพลาด  หนทางที่จะทำให้เสียลูกค้าได้ง่ายที่สุดคือ การไม่ยอมรับข้อผิดพลาดของ ไม่ว่าใครก็ผิดพลาดกันได้ทั้งนั้น แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้วก็ควรยืดอกยอมรับ และแก้ไขความผิดพลาดนั้นอย่างมืออาชีพ แสดงให้ลูกค้าเห็นว่า เขาจะไม่ผิดหวังเมื่อใช้บริการกับผู้ให้บริการที่มีคุณภาพ
  •  เข้าใจความต้องการของลูกค้า   วิธีพิสูจน์ความพึงพอใจที่ง่ายที่สุดคือ การสมมุติว่าเป็นลูกค้า และได้รับการปฏิบัติในแบบเดียวกับที่กำลังทำอยู่ คุณพึงพอใจกับสิ่งที่ได้รับมากน้อยเพียงใด ถ้าพอใจ แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้ว ถ้าไม่พอใจ คุณต้องการให้ผู้ให้บริการปรับปรุงในจุดใด นั่นแหละคือสิ่งที่คุณควรปรับปรุง เพื่อให้ลูกค้าเกิดความพึงพอใจสูงสุด
แต่เหนือสิ่งอื่นใดการให้บริการลูกค้าคือการเอาใจเขา มาใส่ใจเรา นั่นคือการให้บริการที่ดีที่สุด